บทที่ ๒ การกระทำตามความหมายของประมวลกฏหมายอาญา

 


บทนำ

เพื่อจะทราบ การกระทำใดเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เราจะต้องพิจารณาดังต่อไปนี้
๑.จะต้องได้มีการกระทำ ตามความหมายของกฏหมาย
๒.ในกรณีที่กฏหมายกำหนดว่า การกระทำจะเป็นความผิดสำเร็จต้องเกิดผลการกระทำนั้นๆ ก็
ต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผล
๓. การกรกะทำนั้นเท่าที่แสดงออกมาภายนอกมีกฏหมายบัญญัติว่เป็นความผิด
๔. ผู้กระทำได้กระทำโดยเจตนาหรือประมาท

การกระทำตามความหมายของประมวลกฏหมายอาญา

ประมวลกฏหมายอาญา จะเห็นว่ามีความผิดอาญา ๒ ประเภท คือ
๑. ความผิดที่ห้ามมิให้บุคคลกระทำ กล่าวคือถ้าบุคคลกระทำการนั้นๆ อันเป็นการผิดข้อมห้ามจะต้องรับโทษ เช่น การฆ่าคนตายย่อมมีโทษถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ ๑๕ ปีถึง ๒๐ ปีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๘ เป็นต้นโดยปกติจะเห็นได้ว่า ความผิดส่วนมากของประมวลกฏหมายอาญานั้น เป็นความผิดที่ห้ามมิให้บุคคลกระทำ ทั้งนี้เพราะตามรัฐธรรมนูญ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพบริบูรณ์ที่จะกระทำการใดๆ ได้ทุกอย่างภายใต้บังคับแห่งกฏหมาย คือเว้นแต่จะมีกฏหมายห้ามมิให้กระทำเช่นั้น เช่น เราจะพูดอะไรก็พูดได้ แต่เราจะพูดให้เป็นการหมิ่นประมาทผู้อื่นไม่ได้ เพราะมาตรา ๓๒๖ แห่งประมวลกฏหมายอาญาห้ามไว้ถ้าเราขืนพูดหมิ่นประมาทผู้อื่นก็มีความผิดตามมาตรา ๓๒๖ ดังกล่าวแล้ว โดยเหตุน้ถ้าเราจะทราบว่าการกระทำอันใดเป็นการผิดต่อกฏหมายหรือไม่ เราก็เพียงแต่ดูว่ามีกฏหมายที่เป็นลายลักอักษร คือประมวลกฏหมายอาญาหรือพระราชบัญญัติอื่นซึ่งบัญญัติถึงความผิดและโทษว่าห้ามไม่ให้เรากระทำการนั้นๆ และได้กำหนดโทษสำหรับการฝ่าฝืนข้อห้ามนั้นไว้แล้ว ก็เป็นเสรีภาพที่เราจะกระทำได้

ความผิดที่กฏหมายบัญญัติห้ามมิให้บุคคลกระทำนี้ ความสำคัญอยู่ที่ "การกระทำ" เพราะถ้าไม่มีการกระทำแล้ว ความผิดที่ห้ามมิให้กระทำก็จะเกิดขึ้นไมม่ได้เลยความหมายของคำว่า"กระทำ" นี้ มาตรา ๕๙ วรรคท้ายบัญญัติว่า ." การกระทำให้หมายความรวมถึงการให้ผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย" ซึ่งแสดงว่า การกระทำตามความหมายของประมวลกฏหมายอาญามี ๒ อย่างดังจะกล่าวรายละเอียดในหัวข้อต่อไป
๒.ความผิดประเภท ๒ มีลักษณะเป็นข้อยกเว้น กล่าวคือในกรณียกเว้นบางกรณีแทนที่กฏหมายจะห้ามมิให้เรากระทำ กฏหมายกลับมาบังคับให้เรากระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าเรางดเว้นเสียเราก็มีโทษ ทั้งนี้หมายความว่า การที่เราไม่กระทำตามที่กฏหมายกำชับให้เรากระทำนั้น กกหมายได้บัญญัติเป็นความผิดและเอาโทษแก่เรา ซึ่งมีตัวอย่างดังนี้
มาตรา ๓๖๗ ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการตามกฏหมายไม่ยอมบอกหรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่เป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท
มาตรา ๓๖๘ ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฏหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการสั่งเช่นว่านั้น เป็นคำสั่งให้ช่วยทำกิจการในหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งกฏหมายกำหนดให้สั่งให้ช่วยได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบ่ท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๓๗๔ ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่กลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๓๘๓ ผู้ใดเมื่อเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น และเจ้าพนักงานเรียกให้ช่วยระงับ ถ้าผู้นั้นสามารถช่วยได้แต่ไม่ช่วย ต้องระวางทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดห้ามมิให้บุคลกระทำ

ความผิดห้ามมิให้บุคลกระทำ เช่น ห้ามฆ่าคน นี้ บุคคลกระทำได้ ๒ ประการ กล่าวคือ
๑. กระทำโดยตรง
๒. การให้เกิดผลอันหนึ่งอ้นใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น (ดูมาตรา ๕๙ วรรคสุดท้าย)


๑. เรื่องการกระทำโดยตรง
การกระทำโดยตรงได้แก่การเคลื่อนไหวร่างกายตามที่บุคคลคิดและตกลงใจไว้ กล่าวคือ การกระทำโดยตรง ในทางกฏหมายแยกออกได้เป็นสามวาระ คือ
๑. ต้องมีความคิดที่จะกระทำ
๒. ต้องมีการตกลงใจที่จะกระทำตามที่คิดไว้
๓. ต้องได้กระทำไป คือมีการเคลื่อนไหวร่างกายไปตามที่ตกลงใจนั้น
เช่น นาย ก. จะแทงนาย ข. ก่อนที่นาย ก. จะแทงนาย ข. นั้น นาย ก. จะต้อง
- คิดว่า จะแทงนาย ข. ดีหรือไม่
- นาย ก. ตกลงใจ ที่จะแทงนาย ข.
- ต่อจากนั้น นาย ก. ก็แทง นาย ข. ตามที่ได้ตกลงใจไว้ จริงอยู่ตามความ
รู้สึกของเราเป็ฯการกระทำรวดเดียว แต่ในทางกฏหมายต้องแยก
" การกระทำ"ออกเป็น ๓ วาระดังกล่าว

๒. เรื่องการให่ผลอันหนึ่งอันใดเกิดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้น

ถ้อยคำของประมวลกฏหมายอาญาดังกล่าวแล้วเข้าใจยากสักหน่อย ฉะนั้น เพื่อทำความเข้าใจ จึงขอยกตัวอย่างมาอธิบายเสียก่อน

เช่น มารดามีเจตนาจะฆ่าบุตรให้ตาย มารดารู้ดีว่าถ้าเอามือบีบคอบึตรให้ตาย มารดาจะต้องมีโทษถึงประหารชีวิตฐานกระทำความผิดฐานฆ่าคนตาย แต่ถ้ามารดาไม่บีบคอบุตรให้ตาย แต่มารดาไม่ให่นมกินจนบุตรอดนมตาย ดังนี้ เป็นปัญหาว่า จะถือว่ามารดาได้ฆ่าบุตรได้หรือไม่ เราจะเห็นว่าต้องถือว่ามารดาได้ฆ่าบุตรคตาย ทั้งๆ ที่ มารดาไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างไรเลย มารดาเป็นแต่นิ่งเฉยๆ คือไม่ให้นมบุตรกินเท่านั้น ทั้งนี้เพราะมารดา ให้ผลอันนหึ่งอันใดเกิดขึ้น โดยงดเว้นที่ตน จักต้อง กระทำคือการให้บุตรกินนม เพื่อป้องกันผล คือความตายของบุตรนั้น

ปัญหามีว่า เมื่อใดจะถือว่าเป็นการงดเว้นการจักต้องกระทำ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เรางดเว้นการกระทำอันใดอันหนึ่งแล้วเกิดผลขึ้น จะถือว่าเรากระทำให้เกิดผลนั้น

เช่น มีคนตกน้ำ เราเห็นแล้วเราสามารถช่วยเหลือได้แต่ไม่ช่วย และคนตกน้ำถึงแกความตาย จะเอาผิดกับเราฐานฆ่าคนตายก็มากเกินไป เพราะเราไม่มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยถ้าการกระทำของเราจะเป็นความผิดก็เป็นความผิดอย่างมากตามมาตรา ๓๗๔ ซึ่งบัญญัติว่า " ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในอันตรายแห่งชีวิตซึ่งตนอาจช่วยเหลือได้ โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ซึ่งมีโทษเล็กน้อยเท่านั้นแต่ตรงกันข้าม ถ้าคนที่ตกน้ำเป็นบุตรของเราเอง ซึ่งเรามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูก็ดีหรือคนที่ตกน้ำเป็นเด็กซึ่งเราเป็นพี่เลี้ยงก็ดี จะเห็นได้ว่าเรามีหน้าที่ป้องบุตรของเราหรือเด็กที่เราเลี้ยงให้พ้นภยันตราย ซึ่งหมายความว่าเรามีหน้าที่ป้องกันผล คือ ความตายของเด็กนั่นเอง ฉะนั้นถ้าเราไม่ช่วย เด็กนั้นตาย ต้องถือว่าเราทำให้เด็กตาย
ฉะนั้น ในกรณีที่เราจักต้องปัองกันผล จึงได้แก่กรณีที่เรามีหน้าที่ แต่เรางดเว้นเสีย

        ทดสอบความเข้าใจกับกรณีศึกษา

       

                                             Back to top

   
Link เกี่ยวกับกฎหมาย

 :: กรมการปกครอง
 :: กระทรวงมหาดไทย
 :: กฤษฎีกา
 :: กองทุน
 :: การเลือกตั้ง
 :: ข่าวยุติธรรม
 :: คณะรัฐมนตรี
 :: ค้นหาฎีกา
 :: เครือข่ายนิติบัญญัติ
 :: ธ.แห่งประเทศไทย
 :: ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
 :: เนติบัณฑิตยสภา
 :: ปรับปรุงกฎหมาย

 
Home | About us | Course Syllabus |
         © Copyright 2004 Mae Fah Luang University. All Rights Reserved.